แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บูชาข้าวพระ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บูชาข้าวพระ แสดงบทความทั้งหมด

ไปร่วมบุญด้วยกัน

บทความนี้เป็นบทความที่  12 ในชุดนี้แล้ว ถ้าท่านได้อ่านมาตั้งแต่บทความแรกจนถึงบทความนี้ ท่านก็จะรู้ว่า “การถวายข้าวพระพุทธเจ้า”  พุทธศาสนิกชนชาวไทยทำกันทั่วประเทศ และผู้ที่ทำเป็นคนแรกก็คือ พระอานนท์

“การบูชาข้าวพระ” ของพระธัมมชโยนั้น พยายามทำให้แปลกไปจาก “การถวายข้าวพระพุทธ” คือ โฆษณาว่า สามารถกลั่นอาหารให้ไปถึงนิพพานได้ การกระทำเช่นนั้น ได้บุญมากมายมหาศาล

การโฆษณาของพระธัมมชโยมีส่วนของความเป็นจริง

ที่ “ไม่จริง” ก็คือ พระธัมมชโยไม่มีวิชาความรู้ที่จะนำอาหารดังกล่าว ไปบูชาธาตุธรรมภาคขาวได้  เป็นการโกหกของพระธัมมชโยเพื่อต้องหลอกลวงเงินของประชาชนเท่านั้น

โดยหลักการของศาสนาพุทธแล้ว การถวายอาหารแก่พระพุทธองค์ทำไม่ได้ แต่คุณลุงการุณย์ บุญมานุชทำงานปราบมารให้กับธาตุธรรมอย่างได้ผล จึงสามารถทำได้ และทำได้แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

ในอนาคตข้างหน้าก็ไม่มีใครทำได้อีกแล้ว

ในเดือนตุลาคม 2560 นี้ มีการถวายอาหารทะเล 2 ครั้ง ท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปร่วมทำบุญ เพื่อสร้างบุญบารมีให้กับตนเอง และเพื่อช่วยเหลือญาติพี่น้องที่เสียชีวิตไปแล้วได้
  1. วันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2560  (สำรองที่นั่งได้ที่ คุณป๋วย  โทรศัพท์ 081-8377343)
  2. วันเสาร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2560  (สำรองที่นั่งได้ที่ คุณรักเกศ  สว่างศรี  โทรศัพท์ 086-3186369)
สถานที่ของการทำพิธีถวายอาหารทะเล ร้านนภา 40 ถนนท่าแฉลบ ตำบลบางกะจะ อำเภอเมืองจันทบุรี จันทบุรี 

ผู้ใดที่จะไปร่วมในพิธี ควรไปถึงร้านนภาก่อน 10.00 น.

สำหรับเงินในการทำบุญนั้น แล้วแต่จะสะดวก อย่างไรก็ดี  ค่าอาหารต่อหัวนั้น  ร้านนภากำหนดไว้ประมาณ 400 บาท การทำบุญจึงไม่ควรต่ำกว่า 400 บาท 

จากตัวเมืองจันทบุรี ใช้ถนนท่าแฉลม ตรงไปจะเห็นร้านอาหารนภา อยู่ใกล้ท่าเรือศรีสุข


ท่านที่ต้องการไปร่วมบุญครั้ง ถ้าต้องการช่วยเหลือญาติพี่น้องของท่านที่เสียชีวิตไปแล้ว โปรดนำภาพถ่ายของผู้ที่เสียชีวิตไปด้วย

คุณลุงการุณย์ ไม่ดูดวงชะตาราศีให้กับผู้ที่มีชีวิต ดังนั้น จึงไม่รับการพยากรณ์โชคชะตาราศีทั้งหลาย

ท่านที่ต้องการจะไปร่วมทำบุญบารมีในครั้งนี้ โปรดติดต่อสอบถามได้ที่คุณ

    น.ต. พลณัฐทัย คงกรุดี     โทร. 089-9954459

น.ต. พลณัฐทัย คงกรุดีเป็นวิทยากรของเรา จะได้แนะนำการเดินทาง เพื่อบริการผู้ที่ต้องการจะไปร่วมบุญบารมีในการถวายอาหารทะเล

หรือ  ดร. มนัส  โกมลฑา  โทร. 083-4616989

ดูภาพบรรยากาศการถวายอาหารทะเลที่ผ่านๆ มา











ช่วยใครไปแล้วบ้าง..


ในบทความ “การอุทิศส่วนบุญ” มีหลักฐานยืนยันอย่างหนักแน่นว่า

วิชาธรรมกายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการอุทิศส่วนบุญให้ญาติพี่น้องที่ตายไปแล้ว

การถวายอาหารให้ธาตุธรรมภาคขาวโดยคุณลุงการุณย์ บุญมานุชนั้น สามารถถวายอาหารให้กับ

- พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตั้งแต่ที่เคยมีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น
- จักรพรรดิทุกพระองค์นับอสงไขยไม่ถ้วน รวมถึงจักรพรรดิในทวีปอื่น จักรวาลอื่นๆ ด้วย
- เทวดา รูปพรหม อรูปพรหมทั้งหมด
ลองคิดคำนวณดูว่า จะได้บุญบารมีขนาดไหน

สำหรับการที่ “ญาติ” ของเราจะ “รู้” ว่า เรากำลังสร้างบุญบารมีอยู่นั้น วิชาธรรมกายก็ไปเรียกญาติทั้งหลายมาได้ทันที  ประการสำคัญที่สุดก็คือ “ญาติของเราก็ได้กินอาหารด้วย”

ผมเป็นลูกครึ่งจีนไทย แม่เป็นคนจีน ก๋งมาจากกวางตุ้ง ยายเป็นคนจีนเมืองไทย ปู่คนสีคิ้วหรือปากช่องนี่แหละ เกิดไม่ทันปู่  ส่วนย่าเป็นคนสุพรรณ

ผมจึงคุ้นเคยกับสำนวนที่ว่า “ทำบุญเสียเปล่า ไหว้เจ้าดีกว่า” เป็นอย่างดี เพราะเติบโตมากับกิจกรรมทั้ง 2 อย่างนั้น

การถวายอาหารทะเลนั้น ได้ทั้งสองอย่างนั้นรวมกันเลยทีเดียว คือ อาหารที่เราถวายธาตุธรรมนั้น  เราถวายอาหารละเอียด  อาหารจริงๆ ยังอยู่

เมื่อเสร็จพิธีแล้ว เราก็กิน โดยไม่ต้อง “เสสัง มังคะลัง ยาจามิ” ด้วย  การกินอาหารนี้ ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงทั้งหลายได้กินไปด้วย  กินทีหลังธาตุธรรม

เมื่อการถวายอาหารทะเลได้บุญบารมีมหาศาล  คุณลุงการุณย์ มีคำสั่งอยู่ข้อหนึ่ง คือ ผมห้ามขาด ห้ามลาพิธีถวายอาหารทะลนี้  

ท่านผู้อ่านบางคนอาจจะสงสัยว่า “แล้วผมช่วยใครไปแล้วบ้าง”

ขอบอกตรงๆ เลยว่า “ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของผมเอง ของเพื่อน ของคนรู้จักกัน ของผู้ที่มาฝึกวิชาธรรมกายด้วย”  ผมช่วยไปหมดแล้ว 

แม่ผมเองเคยพูดกับคุณลุงครั้งหนึ่ง ตอนพิธีถวายอาหารทะเลว่า “มีอยู่ มีกินทุกวันนี้ ก็เพราะลูกคนนี้” วันนี้ ผมเอารูปของแม่ไปให้คุณลุงช่วยตรวจสอบว่า ตอนนี้อยู่ดีมีสุขอย่างไร

จนเดี๋ยวนี้ไม่ได้ช่วยใครแล้ว เพราะ หมดคนที่จะช่วยแล้ว

เพื่อให้หลักฐานชัดเจนหน่อย ผมขอยกตัวอย่างการช่วยน้องชายผมเอง เพราะ รู้ข้อมูลใกล้ชิด และไม่เป็นการหมิ่นประมาทใครด้วย



ผมมีพี่น้อง 5 คน พี่สาวคนโตไม่ได้อยู่ในรูปถ่าย เป็นงานศพแม่ รูปของแม่อยู่ริมซ้าย  ถัดจากผมไปคือ คุณนิพล โกมลฑา ตอนนี้เป็นรองแขวงการทางจังหวัดพิจิตร 

คนถัดไปคือ คุณนิวัติ โกมลฑาที่จะกล่าวถึง นั่งหน้าคุณนิพล คนสุดท้ายคุณสุนิสา โกมลฑา ทำงานบริษัท

หมู่บ้านของผมนั้น รุ่นพี่ในหมู่บ้านมีทั้งดี ทั้งเลว เป็นดอกเตอร์ก็มีคนหนึ่ง ผมเป็นดอกเตอร์คนที่สองของหมู่บ้าน 

คุณนิวัตินี่แกศรัทธาพี่ต้อยมาก  พี่ต้อยแกเป็นฝ่ายคนเลวของหมู่บ้าน  ไม่รู้เขาคิดได้ยังไง พี่ต้อยเป็นพี่ชายของคุณสมชาย ศรไพบูลย์ เพื่อนตายคนหนึ่งของผมเอง

คุณสมชาย ศรไพบูลย์ “หรือไอ้อ๊อด” นี่เป็นเพื่อนตายจริงๆ คือ ไปลุยกับศัตรูหมู่อมิตร เจียนเป็นเจียนตายมาหลายครั้งหลายหน  ไม่เคยทิ้งกัน

เมื่อคุณนิวัต ยึดพี่ต้อยเป็นตัวแบบที่ควรทำตาม ดังนั้น คุณนิวัตนี่แกเล่นทุกอย่าง เฮโรอิน ยาบ้า ยาม้า ทินเนอร์ จนติดเชื้อเอดส์  ติดคุกเข้าไป 3 ครั้ง

ในช่วงสุดท้ายของชีวิตก็มาอยู่กับผม เพราะ อยู่กับใครเขาไม่ได้แล้ว

วันหนึ่ง ผมจัดการอบรมปฏิบัติธรรมให้กับนักศึกษาของผมเอง ในมหาวิทยาลัยที่ผมสอนอยู่  ตอนนั้นคุณนิวัติแกดมทินเนอร์จนอัมพฤกษ์ไปครึ่งตัว

แต่แกเคยเป็นมาก่อน และหายเอง ผมก็เลยไม่ได้เอาไปส่งโรงพยาบาล กลับมาถึงบ้าน คุณนิวัติแกผูกคอตายกับบันไดบ้านของผม  บ้านที่ผมกำลังพิมพ์อยู่นี่แหละ

เพื่อนสนิทที่เป็นอาจารย์ด้วยกัน บอกว่าให้ทำบุญบ้าน บางคนก็บอกว่า “ไม่กลัวผีหรือไง” คนอื่นเขากลัวกันหมด

ผมก็บอกว่า “ตอนเป็นคน ผมยังไล่เตะมันได้ ตอนเป็นผีจะไปกลัวมันทำไม”  อันที่จริง ผมเป็นวิทยากรสอนวิชาธรรมกาย จักรพรรดิมีจนนับไม่ถ้วน ผีดุๆ เจอผมยังไหว้ จะไปกลัวทำไมกับผีน้องชายตัวเอง

เมื่อเผาคุณนิวัติไปแล้ว  ผมก็เอารูปไปให้คุณลุงช่วย 

คุณนิวัติบอกกับลุงว่า “เกิดมาชาตินี้มีกรรม”  คุณลุงก็บอกว่า “ไม่เป็นไร”  แล้วก็สอนวิชาธรรมกายให้

พอคุณนิวัติเห็นดวงธรรมแล้ว คุณลุงก็บอกว่า “เห็นดวงธรรม” แล้ว ต่อไปต้องสอนให้เห็นกายธรรม  พอคุณนิวัติเห็นกายธรรมแล้ว ก็ไปสวรรค์ทันที

ต่อจากนั้นมา เมื่อมีการถวายอาหารทะเลคราวใด คุณนิวัติรวมถึงพ่อแม่ญาติพี่น้องของผมก็ร่วมพิธีทุกครั้ง

ผู้ที่ฆ่าตัวตายนั้น จะต้องมีฆ่าตัวตายอีก 500 ชาติจริง เพราะ เป็นกรรมหนักมาก ปรกติคนตายนั้น สอนให้เห็นแค่ดวงธรรมก็ไปสวรรค์ได้แล้ว  แต่คนฆ่าตัวตายต้องสอนให้เห็นกายธรรมถึงจะไปสวรรค์ได้

และกรรมที่ฆ่าตัวตายหมดสิ้นกัน คือ ชาติต่อไป ไม่ต้องฆ่าตัวตายอีกแล้ว  นี่คือ ข้อดีที่สายปฏิบัติธรรมอื่นๆ ทำไม่ได้ แต่สายวิชาธรรมกายทำได้

ที่มาเขียนบทความชุดนี้ ก็ต้องการจะช่วยญาติท่านผู้อ่านบ้าง  ใครสนใจจะให้ช่วยญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของท่านก็ติดต่อมาได้



การอุทิศส่วนบุญ


มีเรื่องเข้าใจผิดอย่างมากเกี่ยวกับการอุทิศส่วนบุญให้กับคนตายของพุทธศาสนิกชนจำนวนหนึ่งในเมืองไทยของเรา

เว็บบ้านธัมมะของมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงปัจจัยของการจะได้รับส่วนบุญว่า ประกอบด้วยปัจจัย 3 ประการ ดังนี้

  • 1. มีผู้อุทิศให้
  • 2. เกิดในฐานะที่จะรับได้ คือเป็นเปรต
  • 3. สัตว์นั้นอนุโมทนา

ความเชื่อดังกล่าวนั้น น่าจะมาจากเรื่องเปรตที่เป็นญาติของพระเจ้าพิมพิสาร

ขอเล่าสั้นๆ ดังนี้

ในอดีตชาติเปรตที่ปรากฏในพระสูตรนี้ กับพระเจ้าพิมพิสารเป็นญาติกัน  เปรตนั้นทนทุกข์ทรมานมานานนับเป็นกัปๆ

ชาตินี้รู้ว่า ญาติ คือ พระเจ้าพิมพิสารทำบุญกับพระพุทธองค์ ก็คิดว่าจะได้บุญนั้นบ้าง เนื่องจากอดอยากหิวโหยมานานมาก แต่พระเจ้าพิมพิสารไม่รู้เรื่อง จึงไม่อุทิศส่วนบุญ จึงส่งเสียงร้องโหยหวน 

เมื่อได้ยินเสียงโหยหวนของบรรดาเปรต พระเจ้าพิมพิสารจึงไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ทรงแนะนำให้ทำบุญ และอุทิศส่วนกุศลให้ญาติที่เป็นเปรตเหล่านั้น

เมื่อพระผู้มีพระภาคและหมู่สงฆ์ ทรงทำภัตรกิจเสร็จแล้ว ทรงแนะให้พระราชาพิมพิสาร ทรงหลั่งน้ำอุทิศผลบุญแก่หมู่เปรตด้วยคำว่า  “อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหตุ ญาตะโย”

ขอผลบุญนี้ จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า จงเป็นสุข เป็นสุข เถิด

เมื่อพระราชาพิมพิสาร ทรงหลั่งน้ำ ขณะนั้นสระโบกขรณีอันประกอบด้วยดอกปทุม ก็บังเกิดแก่บรรดาเปรตเหล่านั้น ให้ได้ดื่มกิน อาบชำระล้างร่างกาย บรรเทาความกระหาย หมดความกระวนกระวายลงไปด้วยพลัน

อีกทั้งยังมีผิวพรรณเหลืองอร่ามดุจทองเนื้องามดูแล้วเจริญตา ร่างกายที่พิกลพิการก็กลับคืนดังคนปกติที่งามสง่า

อีกทั้งยังได้รับความซึมซาบ จากอาหารทั้งคาวและหวานที่เป็นทิพย์ทำให้ร่างกายที่ผอมแคระแกร็น ก็กลับกลายมีน้ำมีนวลอ้วนพี มีความสุข อิ่มเอิบ ที่ได้รับซึมซาบจากรส


พระราชาพิมพิสาร ครั้นได้เห็นอานิสงส์ในการให้ทาน และอุทิศผลบุญแก่บรรดาหมู่เปรตที่เป็นญาติ ทำให้ผู้จมทุกข์มีความสุขเห็นปานนี้ทรงมีความรื่นเริงยินดี เลื่อมใสศรัทธาในการทำทานมากยิ่งขึ้น จึงทรงทูลอาราธนาพระบรมศาสดาและภิกษุสงฆ์ มารับทานต่ออีก ๗ วัน

พระบรมศาสดาพร้อมหมู่สงฆ์ เมื่อได้ทรงฉลองศรัทธา แก่องค์ราชาพิมพิสารสิ้นเวลา ๗ วันแล้ว จึงทรงกล่าวอนุโมทนาคาถาว่า

“การทำบุญ เพื่ออุทิศผลบุญแก่เปรตนั้น ชื่อว่าเป็นการบูชาญาติอย่างยิ่ง” พวกเปรตเมื่อได้รับผลบุญแล้ว ย่อมพ้นจากอัตภาพของเปรตในทันที

ความเชื่อที่ว่า “เปรต” เท่านั้นที่จะได้รับการอุทิศส่วนบุญประเภทเดียวเท่านั้น ไม่ถูกต้องทีเดียวนัก 

ความเชื่อที่ว่า เชื่อกันไปถึงว่า เทวดา รูปพรหม อรูปพรหม มีความสุขแล้ว ไม่ต้องรับอุทิศส่วนบุญ นี่ก็ไม่ถูกต้อง 

โดยหลักการที่ถูกต้องแล้ว เราสามารถอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติที่ตายไปแล้วได้ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่สุคติภูมิ หรืออบายภูมิ  อันนี้หมายความรวมถึงเพื่อนฝูง คนที่รู้จักกัน หรือใครก็ได้ด้วย

ปัจจัยมี 4 ประการคือ
1) รู้เห็นเหตุการณ์ในการทำบุญกุศลนั้น
2) ผู้ทำบุญกุศลมีเจตนาส่งผลบุญให้
3) อนุโมทนาผลบุญด้วย
4) เป็นพระจริง ไม่ใช่พระปลอม (รวมถึงพระปราชิกไปแล้วด้วย)

ขอยกตัวอย่างการทำบุญตักบาตรโดยทั่วไป

การทำบุญตักบาตรโดยทั่วไปนั้น ญาติพี่น้องโดยทั่วไปที่ไปสุคติภูมิหรืออบายภูมิจะไม่รู้เรื่อง ส่วนเปรตที่เป็นญาติกัน (ถ้ามี) มารอรับส่วนบุญ เราก็ไม่รู้ จึงไม่ได้อุทิศส่วนบุญ

หรือที่กล่าวมาข้างต้นถูกต้อง ถ้าเราซวยไปทำกับพระปราชิกหรือพระปลอม ญาติก็ไม่ได้รับส่วนบุญอีกเช่นเดียวกัน

สมมุติว่า เราทำบุญตักบาตรหรือสร้างกุศลใดๆ และมีคนรู้เห็น และเราก็ยินดีในการอุทิศส่วนบุญอยู่แล้ว  แต่คนที่เห็นอิจฉาหรือริษยา นึกในใจอย่างละครทีวีว่า “ทำบุญอยากได้หน้า หมั่นไส้นัก” 

อย่างนี้ก็ไม่ได้อีก เพราะ ไปอิจฉาเขา ไม่ได้นึกอนุโมทนาไปกับเขา

จุดอ่อน ข้อบกพร่อง ข้อจำกัดที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น วิชาธรรมกายแก้ไขได้ทั้งหมด

ถ้าจะกล่าวกันอย่างเป็นวิชาการก็คือ วิชาธรรมกายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการอุทิศส่วนบุญให้ญาติพี่น้องที่ตายไปแล้ว

ขออธิบายให้เห็นภาพพจน์ ดังนี้

1) รู้เห็นเหตุการณ์ในการทำบุญกุศลนั้น

วิชาธรรมกายสามารถไปตามญาติมารับรู้เรื่องราวของการทำบุญกุศลของเราได้ ไม่ว่าผู้นั้นจะอยู่ที่ไหน 

กรณีของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น สุดยอดคือ แค่บอกชื่อกับนามสกุล หลวงพ่อสามารถไปตามมาได้แล้ว  ส่วนของคุณลุงนั้น ต้องมีรูปให้ดูด้วย ถึงจะไปตามตัวมาได้ถูก

ไม่มีรูปไม่ได้  เดี๋ยวมารมันปลอมตัวมารับเอาส่วนบุญไป

2) ผู้ทำบุญกุศลมีเจตนาส่งผลบุญให้

อันนี้ เราเต็มใจอยู่แล้ว ถึงขนาดใช้วิชาธรรมกายไปตามมาเพื่อให้ได้ส่วนบุญ มันก็ต้องเต็มใจให้กันอย่างเต็มที่อยู่แล้ว

3) อนุโมทนาผลบุญด้วย

อันนี้ ญาติของเรา เพื่อนของเรา คนที่มีบุญคุณต่อเรา คนที่เราเคยรู้จัก เคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมา ก็เต็มใจอนุโมทนาผลบุญด้วยอยู่แล้ว

ศัตรูของเรา เราก็ไม่เชิญเข้ามาอยู่แล้ว

4) เป็นพระจริง ไม่ใช่พระปลอม (รวมถึงพระปราชิกไปแล้วด้วย)

หัวข้อนี้ คือ จุดแข็งที่สุดของสายวิชาธรรมกาย โดยเฉพาะการถวายอาหารทะเลของคุณลุงการุณย์ บุญมานุช สามารถถวายให้ธาตุธรรมภาคขาวได้ทั้งหมด

เนื่องจากคุณลุงปราบมารมาทั้งหมด ตั้งแต่วันแรกถึงปัจจุบันก็ประมาณ 27 ปี ปราบมารได้จนสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ  คุณลุงจึงนำอาหารไปถวาย

  • 1) พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตั้งแต่ที่เคยมีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น
  • 2) จักรพรรดิทุกพระองค์นับอสงไขยไม่ถ้วน รวมถึงจักรพรรดิในทวีปอื่น จักรวาลอื่นๆ ด้วย
  • 3) เทวดา รูปพรหม อรูปพรหมทั้งหมด

ขอให้ผู้อ่านลองคิดดูว่า การถวายอาหารทะเลในแต่ละครั้ง ผู้ที่เข้าไปร่วมงานจะได้บุญบารมีขนาดไหน และญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของเราจะได้บุญบารมีไปร่วมด้วยขนาดไหน

ขนาดทำบุญกับพระอรหันต์ที่ออกจากนิโรธยังได้บุญอย่างมากอย่างจินตนาการไม่ได้  การทำบุญถวายอาหารทะเลนั้น เราได้บุญอย่างที่สุดจะจินตนาการได้เลย

ขอบอกให้รู้เป็นการทั่วไปว่า “บุญนั้นสร้างได้ไม่จำกัด ส่วนบาปนั้น จำกัด” 



อานิสงส์ของการถวายอาหาร


ก่อนจะเข้าเรื่องต่อไป ต้องขอเล่าเรื่อง นายปุณณะกับภรรยาผู้ถวายไม้สำหรับเคี้ยวเพื่อชำระฟัน น้ำ และอาหารให้กับพระสารีบุตรตอนที่ออกจากนิโรธสมาบัติ 7 วัน  บารมีนั้นทำให้ดินในพื้นนากลายเป็นทองคำ

ขออ้างอิงในด้านวิทยาศาสตร์ในประเด็นเรื่อง “เทคโนโลยีการเล่นแร่แปรธาตุ” ซึ่งเขียนโดย ศ.ดร. สุทัศน์ ยกส้าน

บทความดังกล่าวยืนยันว่า Ken Ledingham แห่งมหาวิทยาลัย Strathclyde ในสกอตแลนด์ เขียนบทความในวารสาร Journal of Physics D : Applied Physics ว่า เขาและคณะได้ประสบความสำเร็จในการทำทองคำให้เป็นปรอทได้

โดยการเปลี่ยนนิวเคลียส อาจจะใช้วิธียิงโปรตอนหรือนิวตรอนเข้าไปที่นิวเคลียส เพื่อทำให้นิวเคลียสนั้นแตกตัวหรือดูดกลืนมัน

แล้วเราก็จะได้ธาตุใหม่ทันที เช่น เวลาเราทำให้นิวเคลียสของทองคำได้รับอนุภาคโปรตอนเข้าไปเราก็จะได้นิวเคลียสของปรอท

ในทางกลับกัน นักวิทยาศาสตร์สามารถทำปรอทให้เป็นทองคำได้เช่นเดียวกัน 

พวกหัวหมอบางคนอาจจะสงสัยว่า “ถ้าทำได้จริง ทำไม ไม่เอาปรอทมาทำเป็นทองคำ แล้วเอาไปขายเสียเลย”

ก็ต้องเฉลยว่า “ต้นทุนการทำ มันแพงกว่าทองคำธรรมชาติ”  จึงไม่มีใครทำเพื่อการค้าขาย เป็นการศึกษาในหลักวิชาการแต่เพียงอย่างเดียว

กลับมาที่เรื่องของปุณณกเศรษฐี บวกกับเรื่องบุญบารมีไปด้วย

ตรงนี้ ขอพาดพิงไปยังพวกนักปริยัติหรือพุทธวิชาการที่ชอบตีความเนื้อหาคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เข้ากับวิทยาศาสตร์

การตีความอย่างนั้น ทำให้ศาสนาเสียหายมากมายในหลายๆ ด้าน ในด้านบุญบารมี พวกนี้ก็ทำของเสียอีกเช่นเคย

พวกนี้ไปอธิบายราวกับว่า เมื่อเราทำบุญ เราก็ได้บุญบารมีเป็นอัตโนมัติ  เมื่อเราทำบาป เราก็ได้บาปเป็นอัตโนมัติ ซึ่งความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น

เมื่อเราทำบุญ พระพุทธเจ้าเจ้าของศาสนาในขณะนั้น จะเป็นผู้ให้บารมี แต่ถ้าทำบาป พระพุทธเจ้าภาคมารเข้าก็จะให้บารมีบาป

ทั้งบุญ และบาป ต้องมีผู้จัดการ ไม่ใช่อธิบายอย่างนักปริยัติ เพราะ ไม่ค่อยเชื่อพระไตรปิฎก

กรณีของปุณณกเศรษฐี บุญใหม่ที่ทำกับพระสารีบุตร บวกบุญเก่าที่ทำมาเมื่อหลายชาติรวมกัน พระพุทธองค์จึงให้บุญบารมีแบบเฉียบพลัน ทำให้ดินในท้องนากลายเป็นทองคำได้ ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ก็ทำได้เช่นเดียวกัน

ในเมื่อนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นคนธรรมดายังทำได้  ในกรณีของปุณณกเศรษฐีนี้ ธาตุธรรมท่านก็ทรงทำให้ จึงเกิดเหตุการณ์และมีการบันทึกอยู่ในพระไตรปิฎก

กลับมาเข้าเรื่องของการถวายอาหารทะเล หรือถวายอาหารอะไรก็ตามให้กับพระพุทธเจ้าว่า จะได้บุญบารมีขนาดไหน

1) ในกรณีของชาวบ้านทั่วไปที่ถวายข้าวพระพุทธนั้น บุญบารมีไม่ได้ เพราะ ทำไม่ถึงพระพุทธองค์ แต่ก็ไม่มีโทษอะไรนัก เพราะ มารและสาวกมารที่ไม่มีฤทธิเดชเท่าไหร่นัก มากินไปเท่านั้น

แต่จะได้ “พุทธานุสสติ” คือ การระลึกถึงพระพุทธเจ้า

2) กรณีของพระธัมมชโย อันนี้นอกจากจะไม่ได้บุญบารมีแล้ว ยังกลับเป็นโทษเสียอีก เพราะ ทำเสียอย่างดี แต่มารเอาไปกินหมด  เป็นการบำรุงมาร และสร้างมารใหม่ๆ ขึ้นมา
พระธัมมชโยไม่เห็นดวงธรรม ไม่มีวิชาอะไรเลย มีแต่วิชาหลอกลวงประชาชน ดังนั้น อาหารไม่ว่าจะทำดี ประณีตเพียงไร ก็ไม่ถึงพระพุทธเจ้า เป็นการบำรุงมารเท่านั้น

พวกที่ไปร่วมพิธีไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ก็มีโทษไปด้วย โทษหนักเสียด้วย เพราะ กระทำตัวเป็นปรปักษ์ต่อธาตุธรรมฝ่ายขาว

3) กรณีของคุณลุงการุณย์ บุญมานุช  คุณลุงปราบมารมาเป็นสิบๆ ปี  จึงสามารถทำพิธีนี้ได้ และทำได้คนเดียวเท่านั้น ตั้งแต่อดีตที่ผ่าน จนกระทั่งในอนาคตข้างหน้า  ลูกศิษย์ลุงไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่สามารถทำได้

วิธีทำ (อ่านแล้วไม่เข้าใจก็ถูกแล้ว ผมสัมภาษณ์เองก็ยังไม่เข้าใจ  “รู้ไว้” ก็พอ)

1) ทำวิชา 18 กายอนุโลม-ปฏิโลมจนกายใส

2) ยกอาหารขึ้น ตั้งเครื่อง หมุนขวา

3) อาราธนาให้จักรพรรดิเข้าบังคับเครื่อง หมุนขวา แล้วยิงอาหารไปถวายพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน อนาคต ทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น  รวมถึงจักรพรรดิทุกพระองค์ด้วย

4) อาหารที่จักรพรรดิเดินเครื่องไปถวายนั้น ก็จะเอิบ อาบ ซึม ซาบ ปน เป็น ฯลฯ เข้าไปในธาตุธรรมทั้งหมด

5) วิทยากรบางคน ทำวิชาตามไปดู  บางครั้งพระพุทธองค์ก็ทำเหมือนกับพระฉันอาหารให้ดู

ดังนั้น จึงขอสรุปว่า การถวายอาหารทะเลหรือถวายอาหารธรรมดาก็ตามที่คุณลุงทำขึ้นนั้น ได้บารมีมากมายมหาศาลจริง เพราะ อาหารนั้น ถวายธาตุธรรมทั้งหมดอย่างนับไม่ถ้วน

ดวงบารมีของผู้ที่เข้าไปร่วมพิธีนั้น ใหญ่ขึ้นและใสขึ้นอย่างทันทีทันใด สามารถตรวจสอบได้ทันที

สำหรับ บางคนสงสัยว่า ทำบุญอาหารทะเลไม่เห็นทำให้คนทำรวยขึ้นเลย 

ขอตอบว่า “เป็นการตั้งคำถามที่ผิด เพราะ สร้างบุญบารมี ก็ได้บุญบารมีอย่างทันทีทันใด” ถูกต้องตามหลักวิชาแล้ว

แต่การที่บุญบารมีซึ่งเป็นทรัพย์ละเอียดนั้น จะกลายเป็นสมบัติในมนุษยโลก ยังไม่ปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย  ไม่ใช่ว่า ถวายอาหารทะเลแล้วจะถูกหวยรางวัลที่หนึ่งกันทุกคน...



การถวายอาหารทะเล


ขอนำคำถามที่เป็นเหตุ ทำให้ต้องเขียนบทความชุดนี้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ดังนี้

13. เรื่องการบูชาข้าวพระ โดยพระอาจารย์ในขณะที่กำลังเทศน์เรื่อง (อะไร จำไม่ได้) ก็เสริมเรื่องบูชาข้าวพระว่า เป็นการนำอาหารไปถวายพระพุทธเจ้าโดยตรงในอายตนะนิพพาน จะได้บุญมาก

โดยผู้ค้นพบวิธีการบูชาข้าวพระคือคุณยายทองสุข สำแดงปั้น (ถ้าจำไม่ผิด) และคุณยายแม่ชีจันทร์  โดยเป็นคำสั่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า ให้ค้นไปดูว่า บุญใดจะทำให้ได้ถึงที่สุดแห่งธรรมเร็วๆ ก็ไปพบวิธีนี้


ตรงนี้ผมก็แอบถามพระอาจารย์ (พี่เลี้ยง) อีกทีว่า ต้องเป็นอาหารทะเลหรือไม่ ท่านก็ว่า ไม่จำเป็น ตรงนี้ผมอยากให้ ดร.มนัส ช่วยเสริมหน่อยว่า ทำไมต้องบูชาข้าวพระ แล้วทำไมต้องเป็นอาหารทะเลเท่านั้น

จากบทความที่ผ่านมานั้น ผมได้อธิบายไปแล้วว่า อาหารที่คุณลุงนำไปถวายพระพุทธเจ้านั้น มีหลากหลาย ก็เป็นอาหารตามปกตินั่นแหละ และคุณลุงจะทำการถวายอาหารพระพุทธเจ้าใน 3 วาระ คือ

  • - วันเสาร์เป็นปกติทุกเสาร์ ทำเป็นการส่วนตัวที่บ้านของคุณลุง
  • - วันประชุมประจำเดือนของวิทยากร ที่มารายงานว่า ไปสอนที่ไหนมาบ้าง
  • - อาหารทะเล เป็นครั้งคราวไป เมื่อมีผู้ผ่านวิชา 18 กาย
โดยปกติในวันเสาร์ทุกสัปดาห์ คุณลุงก็ถวายอาหารพระพุทธเจ้าเป็นปกติธรรมดา อาหารก็เป็นอาหารธรรมดา  คุณลุงรับประทานอาหารอย่างไร คุณลุงก็ถวายอาหารนั้นๆ ก่อน

ในวันประชุมประจำเดือนของวิทยากร ก็มีการถวายอาหารให้กับพระพุทธเจ้าก่อนทุกครั้ง เมื่อถวายอาหารเสร็จแล้ว วิทยากรและผู้ร่วมประชุม จึงจะรับประทานอาหารเหล่านั้น  อาหารก็เป็นอาหารปรกติธรรมดา

สำหรับ อาหารทะเลเป็นครั้งคราวไป เมื่อมีผู้ผ่านวิชา 18 กาย  พิธีนี้ นานๆ มีครั้งหนึ่ง เพราะ วิทยากรของคุณลุง หลายๆ ท่าน ไม่ได้ผ่านวิชา 18 กายแบบ “รู้”, “เห็น” และ “เป็น” ธรรมกาย ซึ่งต้องมาถวายอาหารทะเล

แต่วิทยากรจะ “รู้” วิชาธรรมกายโดยการสอบ  เมื่อสอบผ่านแล้ว ก็สามารถเป็นวิทยากรได้ สามารรถไปสอนให้คนเห็นดวงธรรมและกายธรรมได้

ความเป็นมาของการถวายอาหารทะเลยุคใหม่

ตั้งแต่ผมมาเป็นวิทยากรของคุณลุง ผมไม่เคยไปร่วมพิธีการถวายอาหารทะเลในกรณีที่มีผู้ผ่านวิชา 18 กายเลย (กรณีหมายถึงเฉพาะวิทยากรเท่านั้น)  เคยแต่ได้ยินจากวิทยากรที่เก่ากว่าเล่าให้ฟัง

ต่อมาในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ปี พ.ศ. 2549 ผมไปเป็นที่ปรึกษาของผู้สมัครท่านหนึ่ง ผมจึงได้นำรูปของผู้สมัครท่านนี้ ไปให้คุณลุงตรวจดู เพื่อให้แนวทางช่วยเหลือ คุณลุงตรวจสอบแล้วบอกว่า “ไม่ฉลาดในการหาเสียง”

ผมก็เลยมาบอกกับผู้สมัครว่า ถ้ายังไงไปหาคุณลุงเพื่อสร้างบารมีเพิ่มดีกว่า  ผมจึงพาท่านผู้สมัครและผู้ติดตามไปพบคุณลุง

เมื่อไปพบคุณลุงแล้ว ก็จึงมีการไป “ถวายอาหารทะเล” เป็นกรณีพิเศษขึ้น ในการไป “ถวายอาหารทะเล” ครั้งนั้น ผมได้บอกวิทยากรหลายคนให้ไปร่วมพิธีด้วยกัน


วิทยากร 2-3 คนเห็นดีเห็นงามในพิธีครั้งนี้ จึงได้ขอให้คุณลุงจัดพิธี “ถวายอาหารทะเล” ขึ้นไปตามโอกาสต่างๆ เช่น สอนนักเรียนครบกี่ครั้ง  บนต้นปราบแล้วแก้บนโดยการ “ถวายอาหารทะเล” ฯลฯ

พิธีกรรม “ถวายอาหารทะเล” จึงเป็นที่นิยมขึ้นมาของเหล่าวิทยากรทั้งหลาย

จนในบัดนี้ ในแต่ละเดือนจะมี 3 ถวายอาหารทะเล 3 ครั้ง ซึ่งการนัดหมายต้องรอกำหนดการประชุมจากคุณลุงเสียก่อนว่า คุณลุงจะจัดประชุมประจำเดือนวันไหน 

การประชุมอาหารทะเลทุกครั้ง  คุณลุงมีคำสั่งเด็ดขาดอยู่คำสั่งหนึ่งคือ “ดร. มนัส โกมลฑา ห้ามขาด ต้องมาทุกครั้ง”  ผมถึงบอกได้ว่า ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญในการถวายอาหารทะเล

ทำไมจะต้องเป็นอาหารทะเลด้วย

ในการเผยแพร่วิชาธรรมกายและการปราบมารของคุณลุงการุณย์ บุญมานุชนั้น ต้องปรึกษากับธาตุธรรมตลอดเวลา ทุกวัน เช่น

  • 1) ต้นนิพพานเป็น
  • 2) ต้นใหญ่
  • 3) หลวงพ่อวัดปากน้ำ
  • 4) พระพุทธองค์
  • 5) จักรพรรดิต้นปราบ ตรีภพ หยกชมพู ต้นปราบน้อย ต้นปราบจักรีฤทธิ์
  • ฯลฯ
ในวันก่อนที่จะมีพิธี “ถวายอาหารทะเล” ธาตุธรรมมักจะถามคุณลุงว่า “พรุ่งนี้มีอาหารทะเลหรือ” ทำนองนี้ เป็นประจำ

คุณลุงจึงสังเกตว่า ธาตุธรรมท่านโปรดอาหารทะเลมากกว่าอาหารที่ถวายในการประชุมประจำเดือน 

จากการสอบถามของวิทยากรที่ไปทูลถาม “พระพุทธเจ้า” พระพุทธองค์ก็ทรงตอบมาเช่นนั้น  พิธีกรรม “ถวายอาหารทะเล” จึงเป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นเดือนละ 3 ครั้ง ดังนี้แล...



บูชาข้าวพระ ใครทำได้บ้าง


จากบทความที่ 1 -6 ที่ผ่านมา พอสรุปเรื่องการนำอาหารไปถวายพระพุทธองค์ในนิพพานได้ว่า คนไทยทำกันมานานแล้ว  ทำกันทั่วประเทศไทยด้วย  ผู้ที่ทำเป็นคนแรกก็คือ พระอานนท์

ในการถวายอาหารพระพุทธเจ้านั้น มีหลักฐานปรากฏอยู่ในปัจจุบันก็คือ มีทั้งคำถวายข้าวพระพุทธ และคำลาพระพุทธ  

สำหรับคำลาข้าวพระพุทธนั้น เด็กวัดส่วนใหญ่ จะชำนาญเป็นอย่างดี เพราะทำบ่อยมาก เมื่อต้องการอาหารที่ผ่านการฉันของพระมาก่อน  เพราะ ข้าวพระพุทธนั้น จะอยู่ตรงส่วนหน้าของพระพุทธรูป พระท่านไม่ได้ฉันอาหารในส่วนนี้

การถวายข้าวพระพุทธนั้น มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผู้ที่ไม่เห็นด้วยเป็นพระภิกษุก็มี ส่วนใหญ่แล้ว เห็นว่า พระพุทธองค์จะไม่ทรงฉันอาหารเหล่านั้น

การถวายข้าวพระพุทธของคนทั่วๆ ไป ไม่เหมือนกับของแม่ชีทองสุก เนื่องจากประชาชนทั่วๆ ไปนั้น ถวายเฉยๆ ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ฉันขอทำตามประเพณีก็แล้วกัน

แต่การถวายข้าวพระพุทธของแม่ชีทองสุกนั้น  ท่านใช้วิชาธรรมกายเพื่อกลั่นอาหารให้ละเอียดเท่ากับอายตนะนิพพาน แล้วจึงจะถวายอาหารนั้นต่อพระพุทธเจ้า

การถวายข้าวพระพุทธของพุทธศาสนิกชนทั่วไปนั้น ทำตามประเพณี ไม่ได้คำนึงถึง “บุญ” หรือ “บารมี” เป็นกรณีพิเศษ  แต่การ “บูชาข้าวพระของพระธัมมชโย” พระธัมมชโยได้โปรโมทและประชาสัมพันธ์ว่า ได้บุญมหาศาล อย่างที่ไม่เคยได้มาก่อนเลยทีเดียว

ในการลงทุนค่าอาหารใน “การบูชาข้าวพระ” ของพระมมชโยนั้น ผู้ที่เคยเป็นศิษย์มาก่อน เขียนลงในเฟสบุ้คว่า “ใช้เงินในการจัดทำอาหารอย่างต่ำ 10 ล้านขึ้นไป”


อยากจะบอกว่าค่าอาหาร ขนมหวาน ผลไม้ ดอกไม้ที่วัดคลองสามจัดบูชาข้าวพระ ครั้งหนึ่ง ไม่ต่ำกว่า 10 ล้าน ดอกกุหลาบสีรุ้ง นำเข้า ดอกละ 1,200 บาท อาทิตย์ต้นเดือนสั่งจำนวน 300 ดอก

ทุกอย่างต้องหรูเลิศสุดเลิศ  ผลไม้คัดสุดๆ เป็นรอยนิดเดียว คัดออก

ผมรู้แม้กระทั่งร้านที่เจ้าภาพแต่ละท่านสั่งของมา พวงมาลัยมะลิล้วนพวงละ 1,700 บาท จากร้านทิพย์มาลา

เงินจำนวนเหล่านั้น  เอาเงินไปช่วยเหลือนักเรียนในชนบทได้หลายโรงเรียนเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบของคุณลุงการุณย์ เมื่อคุณลุงปราบมารไปได้แล้ว 10 กว่าปี ผลปรากฏออกมาว่า “ที่ทำไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นใครทั้งสิ้น ไม่ถึงพระพุทธองค์เลย” 

ที่คุณลุงทำมากับแม่ชีทองสุก แม่ชีจันท์ และแม่ชีเธียรนั้น  ลุงบอกกับลูกศิษย์เองว่า “มาร มันเอาไปกินเรียบ”

การถวายข้าวพระพุทธ การบูชาข้าวพระ ฯลฯ นั้น เป็นโทษต่อคนทำด้วย เพราะ เมื่อไปไม่ถึงพระพุทธองค์  มารเอาไปกินเอง เป็นการเพิ่มพลังให้มารอีกด้วย

มารมันมีกำลังมาต่อสู้กับภาคขาวอีก  ดังนั้น ใครทำพิธีบูชาข้าวพระ หรือถวายข้าวพระพุทธ จึงทำตัวเป็น “ปฏิปักษ์” ต่อธรรมะภาคขาว  ตายไปแล้วไปอบายภูมิทุกคน โดยเฉพาะสาวกของพระธัมมชโย

คุณลุงการุณย์สั่งห้ามลูกศิษย์ทุกคน ห้ามทำเป็นเด็ดขาด หมายถึงว่า ทำแบบประชาชนทั่วๆ ไป เพราะ การทำแบบคุณลุงทำนั้น ไม่มีใครทำได้อยู่แล้ว

การที่คุณลุงบอกว่า ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา ไม่มีใครทำได้ และในอนาคตข้างหน้า ก็ไม่มีใครทำได้  แต่คุณลุงทำเดียวคนเดียวนั้น  มีความน่าเชื่อถือหรือไม่อย่างไร

ในฐานะที่ผม “ต้อง” เข้าร่วมพิธีถวายอาหารพระพุทธเจ้าทุกครั้ง ใน 1 เดือน ผมจะไปเข้าร่วมพิธี 4 ครั้ง  คือ ถวายอาหารทะเล 3 ครั้ง ถวายอาหารในการประชุมประจำเดือนของวิทยากร 1 ครั้ง

ผมขอยืนยันว่า ที่คุณลุงกล่าวไว้นั้น เป็นความจริง

หลักฐานสนับสนุน

1) หลักฐานทางอ้อม จากการสอนของวิทยากรต่างๆ รวมถึงตัวผมเองด้วย

การสอนให้นักเรียนให้ดวงธรรมนั้น ไม่มีลูกศิษย์คณะใดของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างเช่น วิทยากรของคุณลุงการุณย์  ซึ่งสามารถทำได้ร้อยละ 95 ขึ้นไป ต่อการสอนในแต่ละครั้ง

การสอนให้นักเรียนมีดวงตาเห็นธรรม จนเห็นดวงธรรมในตัวของนักเรียนเองได้นั้น เห็นมีก็แต่ในสมัยของพระพุทธเจ้าเท่านั้น

ในสมัยของหลวงพ่อวัดปากน้ำตอนที่ยังไม่ชีวิตอยู่ ก็ยังไม่ได้ผลเฉียบขาดถึงขนาดนี้  นี่ไม่ได้หมายความว่า คุณลุงทำงานเก่งกว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ แต่เป็นเพราะหลวงพ่อวัดปากน้ำควบคุมได้เต็มที่ 

หลวงพ่อวัดปากน้ำภาคต้นธาตุนั้น ทำงานได้ดีกว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำภาคมนุษย์ เพราะ เป็นสมภารวัด ภารกิจ ภาระรับผิดชอบมีมากมาย

2) ผู้ที่ได้วิชาธรรมกายชั้นสูง ที่เป็นลูกศิษย์ของคุณลุงมีหลายสิบคน เมื่อไปทำพิธีถวายอาหารทะเล พวกนั้นก็ทำวิชาตามคุณลุงไปด้วย ก็เห็นทุกอย่างตามที่คุณลุงเล่าให้ฟัง

กลุ่มที่ได้วิชาชั้นสูงนี้ ไม่เคยพลาดพิธีการถวายอาหาร และพิธีการถวายอาหารทะเล ถ้าตัวไม่มี ก็ฝากเงินมาทำ...

ก่อนจบบทความนี้ ขออธิบายว่า ทำไมการถวายอาหารพระพุทธเจ้านั้น ได้บุญบารมีมหาศาล และทำไม พระพุทธองค์ต้องทรงฉันอาหารอีก

ขออธิบายเรื่องการได้บุญบารมีของพุทธศาสนิกชนก่อน

คนทุกคนจะมีดวงบุญดวงบาปอยู่ในตัวเอง เป็นดวงละเอียด ต้องดูด้วยวิชาธรรมกาย จะอยู่ตรงฐานที่ 7 เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ

เมื่อเราทำบุญ พระพุทธเจ้าจะทรงคำนวณบุญบารมีให้ ดวงบุญของเราก็จะใหญ่ขึ้น ใสสว่างขึ้นไปเรื่อยๆ 

ในกรณีที่เป็นการถวายอาหารให้กับพระพุทธเจ้านั้น เป็นการถวายอาหารให้กับพระพุทธเจ้าที่มีมาแล้ว นับอสงไขยองค์ไม่ถ้วน  พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จึงทรงคำนวณบารมีให้  โดยเหตุผลดังกล่าว การถวายอาหารจึงได้บารมีมาก

สำหรับคำถามที่ว่า พระพุทธเจ้าอยู่ได้ด้วย อำนาจบุญบารมีเดิมอยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องเสวยอาหารที่ถวายขึ้นไปเลย

ตรงนี้ขออธิบายว่า คนเราทั่วๆ ไป ก็รับประทานอาหารเป็นปรกติอยู่แล้ว แต่ทำไมคนต้องรับประทานอาหารเสริมด้วย

ด้วยหลักการเดี๋ยวกัน  อาหารที่คุณลุงการุณย์ บุญมานุชถวายขึ้นไปนั้น ถือเป็นอาหารเสริมให้พระองค์ที่กำลัง เพื่อที่จะไปต่อสู้กับมารได้..



บูชาข้าวพระของวัดพระธรรมกาย


มีนักศึกษาท่านหนึ่ง ติดตามอ่านบทความของผมมาตลอด จนกระทั่งภาคการศึกษาหนึ่ง นักศึกษาผู้นี้ ถูกบังคับกลายๆ จากอาจารย์ให้เข้าไปปฏิบัติธรรมในวัดพระธรรมกายเพื่อจะได้คะแนน “จริยธรรม”  ผมได้บอกให้เก็บบันทึกข้อมูลไว้ เพื่อที่จะนำมาวิพากษ์วิจารณ์

ท่านผู้อ่านท่านนั้น หมดภารกิจแล้ว จึงส่งข้อมูลมาให้ผม ผมได้ลงให้ทั้งหมด และจะวิพากษ์วิจารณ์ไปแล้วบางส่วน  ถ้าสนใจให้ติดตามอ่านได้ที่บล็อก “ประสบการณ์ในวัดไชยบูลย์”

สำหรับในบทความชุดนี้ ขอนำด้วยข้อมูลและคำถาม ดังนี้


13. เรื่องการบูชาข้าวพระ โดยพระอาจารย์ในขณะที่กำลังเทศน์เรื่อง (อะไร จำไม่ได้) ก็เสริมเรื่องบูชาข้าวพระว่า เป็นการนำอาหารไปถวายพระพุทธเจ้าโดยตรงในอายตนะนิพพาน จะได้บุญมาก

โดยผู้ค้นพบวิธีการบูชาข้าวพระคือ คุณยายทองสุข สำแดงปั้น (ถ้าจำไม่ผิด) และคุณยายแม่ชีจันทร์  โดยเป็นคำสั่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า ให้ค้นไปดูว่า บุญใดจะทำให้ได้ถึงที่สุดแห่งธรรมเร็วๆ ก็ไปพบวิธีนี้


ตรงนี้ ผมก็แอบถามพระอาจารย์ (พี่เลี้ยง) อีกทีว่า ต้องเป็นอาหารทะเลหรือไม่ ท่านก็ว่า ไม่จำเป็น

ตรงนี้ผมอยากให้ ดร.มนัส ช่วยเสริมหน่อยว่า ทำไมต้องบูชาข้าวพระ แล้วทำไมต้องเป็นอาหารทะเลเท่านั้น




ในส่วนแรกนี้ จะขอวิพากษ์วิจารณ์ไปทีละส่วน ดังนี้

13. เรื่องการบูชาข้าวพระ โดยพระอาจารย์ในขณะที่กำลังเทศน์เรื่อง (อะไร จำไม่ได้) ก็เสริมเรื่องบูชาข้าวพระว่า เป็นการนำอาหารไปถวายพระพุทธเจ้าโดยตรงในอายตนะนิพพาน จะได้บุญมาก

[วิพากษ์วิจารณ์]
จากข้อความของนักศึกษาก็แสดงให้เห็นว่า “พิธีบูชาข้าวพระ” เป็นกิจกรรมที่เน้นให้มีการประชาสัมพันธ์มากเป็นพิเศษ

ไม่ว่า พระวิทยากรจะสอนในเรื่องใดๆ ก็ต้องสอดแทรก “พิธีบูชาข้าวพระ” เข้าไปด้วยเสมอ

สำหรับข้อความด้านล่างนี้

เรื่องการบูชาข้าวพระ โดยพระอาจารย์ในขณะที่กำลังเทศน์เรื่อง (อะไร จำไม่ได้) ก็เสริมเรื่องบูชาข้าวพระว่า เป็นการนำอาหารไปถวายพระพุทธเจ้าโดยตรงในอายตนะนิพพาน จะได้บุญมาก

ตรงนี้ คุณลุงการุณย์ บุญมานุชก็ยืนยังในลักษณะเดียวกัน  แต่คำอธิบายที่ว่า “จะได้บุญมาก” นั้น  ได้อย่างไร ทำไมถึงได้บุญมากอย่างนั้น ไม่มีคำอธิบายจากพระวิทยากรของวัดพระธรรมกาย

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ “วิธีทำ”  การถวายข้าวให้พระพุทธองค์ซึ่งทรงอยู่ในอายตนะนิพพานนั้น ทำเพียง “ความตั้งใจ” ให้ถึง จะถึงได้หรือ!!!

ถ้าเพียงตั้งใจ ตั้งจิตอธิษฐาน ทำไม่ได้  แล้วกรรมวิธีที่ถูกต้องจะต้องทำอย่างไร

ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ เพราะ ถ้าตั้งใจและตั้งจิตอธิษฐานแล้ว ทุกคนก็สามารถทำได้  การบูชาอาหารพระพุทธเจ้าก็ไม่จำเป็นที่จะต้องให้พระธัมมชโยเป็นผู้นำพิธี  ใครจะทำที่ไหนก็ต้องทำได้เหมือนกัน

จะเห็นได้ว่า  “วิธีทำ” การบูชาข้าวพระนั้น ยังคลุมเครือ ไม่มีคำอธิบายที่ฟังแล้วเป็นเหตุเป็นผลออกมาจากวัดพระธรรมกาย

ข้อความนี้

โดยผู้ค้นพบวิธีการบูชาข้าวพระคือ คุณยายทองสุข สำแดงปั้น (ถ้าจำไม่ผิด) และคุณยายแม่ชีจันทร์  โดยเป็นคำสั่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า ให้ค้นไปดูว่า บุญใดจะทำให้ได้ถึงที่สุดแห่งธรรมเร็วๆ ก็ไปพบวิธีนี้
[วิพากษ์วิจารณ์]

ข้อความนี้ “ไม่จริง”  การบูชาข้าวพระในสมัยการนำของแม่ชีทองสุก หลวงพ่อวัดปากน้ำไม่ได้สั่งให้ทำ หลวงพ่อวัดปากน้ำก็ไม่เคยทำด้วยตัวของท่านเองด้วย และมีหลักฐานมาจากกลุ่มบุคคลของวัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามว่า “หลวงพ่อสั่งห้ามทำอีกด้วย”

การทำพิธีถวายข้าวพระพุทธเจ้าในสมัยแม่ชีทองสุกนั้น เป็นการพัฒนาวิชาของแม่ชีทองสุกเอง 

ต้องเข้าใจด้วยว่า วิชาธรรมกายของแม่ชีทองสุกนั้น จะว่าผิด ก็ไม่ผิด จะว่าถูก ก็ไม่ถูก เป็นวิชาที่ผิดๆ ถูกๆ ปนเปกันไป

หลักฐานสำคัญก็คือ คุณลุงการุณย์ บุญมานุช ซึ่งอยู่ร่วมในพิธีถวายข้าวพระพุทธเจ้ามาโดยตลอดในช่วงที่ท่านสอนอยู่ในกรุงเทพฯ  ต้องไปแก้วิชากับแม่ชีถนอม อาสไวย์ ถึง 8 ปี วิชาธรรมกายของคุณลุงจึงถูกต้องขึ้น

ข้อความนี้

ตรงนี้ ผมก็แอบถามพระอาจารย์ (พี่เลี้ยง) อีกทีว่า ต้องเป็นอาหารทะเลหรือไม่ ท่านก็ว่า ไม่จำเป็น

ตรงนี้ผมอยากให้ ดร.มนัส ช่วยเสริมหน่อยว่า ทำไมต้องบูชาข้าวพระ แล้วทำไมต้องเป็นอาหารทะเลเท่านั้น

[วิพากษ์วิจารณ์]

ข้อความดังกล่าวนั้น “ถูกต้อง” เพราะ จะอาหารอะไรก็ได้ ที่พระฉันได้ ก็สามารถถวายพระพุทธเจ้าได้ทั้งนั้น

ในการประชุมประจำเดือนของวิทยากร เราก็มีพิธีถวายอาหารพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน  และก็ไม่ใช่อาหารทะเล

แต่อย่างไรก็ดี จากประสบการณ์การถวายอาหารให้กับพระพุทธองค์มาหลายสิบปี  คุณลุงการุณย์ ท่านเล่าให้ฟังว่า ธาตุธรรมทั้งหมด ทั้งพระพุทธเจ้ากายธรรม พระพุทธเจ้านิพพานเป็น รวมถึง จักรพรรดิ ท่านทั้งหลาย “ชอบ” อาหารทะเลเป็นพิเศษ